ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ
เรื่องน่าอ่าน..ผมจะเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ ถ้าเบื่อก็ผ่านไป...อิอิ
โดย :  หนุ่มหัวหิน
เมื่อ : 2009-08-22 20:01:34
คนรวย&คนชั้นกลาง โดย: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรธุรกิจ
คนรวย&คนชั้นกลางby: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ผมได้อ่านหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่งเขียนโดย Keith Cameron Smith เรื่องความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม ดังนั้น จึงขอนำมาเผยแพร่เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่าเราอยู่ในด้านไหนของสังคมและจะ ต้องทำอย่างไรเพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลาง สู่การเป็นคนรวย
ความแตกต่าง
ข้อแรก คือ เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปี ๆ หรือเป็นสิบ ๆ ปี ในใจของคนจนนั้น เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวยนั้น เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็น เวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง
ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึงว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่าคนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจนและมักจะเป็นคนที่มี แนวความคิดดี ๆ หรือมีมุมมองต่าง ๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่ องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน [...]


 
IP :(117.47.61.71)
Mail to หนุ่มหัวหิน
แสดงความคิดเห็น
 
โดย :  หนุ่มหัวหิน
ตอบเมื่อ : 2009-08-22 20:13:54    IP : (117.47.61.71)
วิถีมหาเศรษฐี....

W. Randall Jones เขียนหนังสือชื่อ The Richest Man In Town โดยการสัมภาษณ์และวิเคราะห์คุณสมบัติ นิสัย แนวความคิด ปรัชญาการใช้ชีวิต และอื่น ๆ ของคนที่รวยที่สุดในเมืองต่าง ๆ ของอเมริกาจำนวน 100 คน เขาพบลักษณะร่วมของคนที่เป็นมหาเศรษฐี 12 ประการ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1) ไม่หาเงินเพื่อเงิน การทำอย่างนั้นคุณจะไม่ได้เงิน เงินจะมาก็ต่อเมื่อคุณทำในสิ่งที่ถูกต้อง และด้วยวิธีที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่คุณรักและมีความหลงใหลที่จะทำ คุณต้องทำในสิ่งที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ แล้วเงินจะมาเอง มันเป็นผลพลอยได้ ในมุมของ VI หรือนักลงทุนเน้นคุณค่า ผมคิดว่ามันถูกต้องตรงกัน อย่าลงทุนแบบจ้องหาหรือหมกมุ่นกับผลตอบแทนเกินไป มีความสุขกับการลงทุน ทำหรือเลือกลงทุนอย่างถูกต้อง เงินจะมาเอง

2) รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง ที่สำคัญต้องรู้ว่า อะไรคือความสามารถหรือความเชี่ยวชาญที่สุดของตัวเอง ถ้าคุณคิดว่าต้องไปทำงานทุกวัน นั่นก็ผิดแล้ว งานจะไม่ใช่งานถ้าคุณทำแล้วมีความสุขและเป็นสิ่งที่คุณอยากทำ วอเร็น บัฟเฟตต์เคยบอกกับซูซี่อดีตภรรยาที่ล่วงลับไปในตอนที่แต่งงานกันใหม่ ๆ ว่า เขาจะต้องรวย เหตุผลไม่ใช่เพราะเขาทำงานหนักหรือมีความเก่งเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะเขาเกิดมาด้วยทักษะที่ถูกต้อง ในสถานที่ที่ถูกต้อง และในเวลาที่ถูกต้อง นั่นคือ ทักษะในการจัดสรรเงินทุน หรือก็คือ การลงทุนนั่นเอง

3) เป็นนายของตัวเอง คุณไม่สามารถรวยได้โดยการทำงานให้คนอื่น เรื่องนี้ผมคงไม่ต้องอธิบายกับ Value Investor เพราะนักลงทุนนั้น ทุกคนเป็นนายของตัวเอง

4) เสพติดความทะเยอทะยาน คนเราทุกคนต่างก็เสพติดอะไรบางอย่างหรือหลายอย่างในชีวิต เราติดกาแฟ ติด Internet ติดเหล้า ติดเซ็กส์ ติดอำนาจ เราต้องคิดว่าติดอะไรแล้วจะเป็นประโยชน์ มหาเศรษฐีบอกว่า “ไม่มีความมั่งคั่งถ้าไม่มีความทะเยอทะยาน” ทำอะไรสำเร็จแล้วก็ต้องพยายามทำให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานนั้นมีด้านมืด มันอาจทำให้เรามีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไปและเป็นอันตราย ความทะเยอทะยานนั้นควรจะมีวัตถุประสงค์ชัดเจนและเราจะต้องไม่ปล่อยให้มันอยู่เหนือการควบคุมของเรา

5) ตื่นเช้า มาถึงก่อน เริ่มตั้งแต่อายุน้อย ในเรื่องของการทำงานทั่วไปและในฐานะของผู้บริหารหรือผู้ประกอบการนั้นผมคิดว่าต้องทำทั้งสามเรื่อง แต่ในเรื่องของการลงทุนนั้น ผมคิดว่าการเริ่มตั้งแต่อายุน้อยนั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงและเป็นเศรษฐีได้ง่ายที่สุด แนวทางข้อนี้ค่อนข้างจะต้องสัมพันธ์กับข้อสอง นั่นคือ ถ้าคุณสามารถค้นพบตัวเองว่าเก่งทางไหนตั้งแต่อายุน้อย ความสำเร็จก็ไม่หนีไปไหน

6) อย่าตั้งเป้าหมาย ลงมือทำให้สำเร็จทีละน้อย เดินหน้าไปทุกวัน เป้าหมายหรือแผนธุรกิจนั้น พอเขียนเสร็จก็ล้าสมัยแล้ว มหาเศรษฐีบางคนไม่มี Business Plan และไม่ตั้งแม้แต่เป้ายอดขายด้วยซ้ำ ข้อนี้ฟังดูเหลือเชื่อ ผมคิดว่าเป้าหมายคงอยู่ในใจและเป็นเป้ากว้าง ๆ ที่จะช่วยบอกทิศทาง พวกเขาเน้นที่การปฏิบัติว่าต้องได้ผลมากกว่าการตั้งเป้าแต่ปฏิบัติไม่สำเร็จ นักลงทุนเองก็ควรคิดว่า Execution หรือการปฏิบัตินั้น สำคัญกว่าเป้าหมายมาก ถ้าเราลงทุนแล้วพอร์ตเราโตขึ้นเรื่อย ๆ นี่แหละความสำเร็จ

7) อย่ากลัวความล้มเหลว ทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จก็คือ กล้าที่จะล้มเหลว และล้มเหลวต่อหน้าสาธารณชนด้วย ทุกคนจะต้องเคยล้มเหลวมาบ้าง ไม่มีใครประสบความสำเร็จตลอดโดยที่ไม่มีความล้มเหลวมาคั่น ถ้าเรากลัวความล้มเหลว เราจะไม่กล้าทำอะไร ว่าที่จริง ไม่มีคำว่าล้มเหลวยกเว้นว่าคุณจะเลิก การลงทุนนั้นก็เช่นเดียวกัน ไม่มีทางที่คุณจะประสบความสำเร็จตลอด อย่าเลิกเมื่อขาดทุนหนัก สู้ต่อไป วันหนึ่งเราจะชนะ

8) ทำเลไม่สำคัญ ทำเลที่ว่านี้คือสถานที่ที่คุณอยู่หรือที่ที่คุณทำงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่เมืองไหน คุณสามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ต้องย้ายไปอยู่เมืองใหญ่หรือเมืองธุรกิจหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เรามีเครือข่ายการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ ว่าที่จริง บัฟเฟตต์นั้น อยู่ที่เมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกา ซึ่งเป็นเมืองทางการเกษตรมาตั้งแต่เริ่มธุรกิจลงทุนเมื่อ 50 ปีก่อนที่การสื่อสารยังไม่ดีนัก แทนที่จะอยู่ที่นิวยอร์คหรือบอสตันที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุน ผมเองคิดว่านักลงทุนไม่จำเป็นต้องอยู่ที่กรุงเทพถึงจะประสบความสำเร็จในการลงทุน ว่าที่จริง ยิ่งห่างอาจจะยิ่งดี

9) ยึดมั่นในจรรยาบรรณทางธุรกิจ นี่เป็นกฎเหล็กที่สำคัญที่สุด วอเร็น บัฟเฟตต์ พูดว่า “ชื่อเสียงนั้นใช้เวลา 20 ปีในการสร้าง แต่ใช้เวลาแค่ 5 นาทีในการทำลาย ดังนั้นคุณต้องสำนึกไว้ตลอดเวลา”

10) เน้นที่การขาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกว่าบางสิ่งบางอย่างจะถูกขายออกไป นักลงทุนไม่ได้ขายอะไร แต่ต้องรู้ว่า บริษัทที่เราลงทุนนั้นขายอะไร และการขายเป็นหัวใจของความสำเร็จของบริษัท และเป็นความสำเร็จของราคาหุ้น ในความรู้สึกของผม ผมคิดว่า VI จำนวนมากชอบดูกำไรซึ่งเป็นบันทัดสุดท้าย แต่ไม่ค่อยดูยอดขายที่เป็นบันทัดแรกในงบการเงิน

11) ขอยืมไอเดียจากคนที่เก่งที่สุดและคนที่แย่ที่สุด การอ่านประวัติและวิธีคิดของคนที่ยอดเยี่ยมที่สุด อย่างการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรมาทดแทนได้

12) ไม่มีวันเกษียณ การเกษียณจะทำให้ชีวิตคุณล้มเหลว การเกษียณเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การเกษียณเป็นอันตรายต่อความสนุกในชีวิต อันตรายต่อความมั่งคั่งส่วนตัว นักลงทุนไม่มีวันเกษียณ บัฟเฟตต์ และ มังเจอร์ อายุเกือบ 80 ปีแล้วยังทำงานทุกวัน แม้แต่ปีเตอร์ ลินช์ หรือ จอห์น เนฟฟ์ ที่เกษียณจากการบริหารกองทุนรวมแต่พวกเขาก็ยังบริหารกองทุนส่วนตัวอยู่

โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร



 
  ความคิดเห็นที่ : 1
Mail to หนุ่มหัวหิน
กลับขึ้นด้านบน

โดย :  หนุ่มหัวหิน
ตอบเมื่อ : 2009-08-22 20:16:53    IP : (117.47.61.71)
"กฎทอง 10 ข้อของมหาเศรษฐีโลก...สู่ความสำเร็จ"

By lackana

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีเพื่อนส่งจดหมายของวอร์เรน บัฟเฟตต์ มาให้อ่าน พออ่านแล้วก็รู้สึกเลยว่าข้อมูลดีๆ แบบนี้ต้องแบ่งให้คนไทยได้อ่านโดยทั่วกัน หลายท่านคงจะทราบว่าวอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกเมื่อปี 2008 โดยมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่า 2.2 ล้านล้านบาท แต่ในปีนี้โดน บิล เกตส์ แย่งตำแหน่งไป เพราะทรัพย์สินโดยรวมของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ลดลงเก้าแสนล้านบาท คงเหลือ 1.3 ล้านล้านบาท ถึงแม้ทรัพย์สินของ บิล เกตส์ ก็ลดลงเช่นกัน แต่ลดลงในจำนวนที่น้อยกว่าวอร์เรน คือ ลดลงเพียงหกแสนกว่าล้านบาท ทำให้ปีนี้บิลเกตส์กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกแทน โดยวอร์เรนตกลงมาอยู่ที่อันดับสองของโลกแทน

สำหรับคนทั่วไป อย่าว่าแต่ติดอันดับเลย แค่ขอให้พอกินพอใช้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว วอร์เรนได้ให้ข้อคิดเคล็ดลับความร่ำรวยของเขากับคนที่กำลังประสบความลำบากเกี่ยวกับวิกฤตการเงินขณะนี้อย่างน่าสนใจมาก เขาบอกให้ทุกคนให้พยายามทำตามกฎเหล็กเก้าข้อ ที่เป็นสิ่งที่ทุกคนรู้มาแต่โบราณ แต่มักจะลืมและไม่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

กฎทอง 10 ข้อ ของมหาเศรษฐีโลก...สู่ความสำเร็จ ได้แก่

1. ต้องทำงานหนัก สำหรับวอร์เรนแล้ว เขาฟันธงเลยว่า ส่วนใหญ่แล้วการทำงานหนักจะนำผลกำไรมาให้ ในขณะที่การพูดมากแต่ไม่ทำ กลับจะนำความยากจนมาให้แทน แบบนี้เข้าตำราว่า “อย่ามัวแต่ตั้งท่าชก ให้ชกเลย” จึงจะได้คะแนนชนะการต่อสู้

2. อย่าขี้เกียจ เขาได้ยกตัวอย่างที่น่าสนใจมาก ว่า “ขนาดกุ้งมังกรตัวโตๆ ถ้ามัวแต่นอนหลับ ยังสามารถถูกกระแสน้ำพัดลอยไปได้” หมายความว่าถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย มัวแต่รอคอยความหวัง คุณจะต้องตกอยู่ในวังวนวิกฤตการณ์ทางการเงินนี้ต่อไปอย่างแน่นอน

3. รายรับจากหลายแหล่ง ข้อนี้เป็นเคล็ดลับของมหาเศรษฐีหลายคน ไม่ใช่เฉพาะวอร์เรน เพราะการหวังพึ่งรายได้จากแหล่งเดียว ทำให้ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงของภาวะที่ไม่แน่นอน เขาแนะนำให้ทำการลงทุนที่ฉลาดเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม เช่นถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน คุณควรมีรายได้ส่วนอื่นจากการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถสร้างรายรับเข้ามาในแต่ละเดือนได้ด้วย

4. ควบคุมรายจ่าย เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มจ่ายเงินซื้อสิ่งที่คุณไม่มีความต้องการจริงๆ คุณก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่อาจต้องขายสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุดแทน ดังนั้นคิดและตั้งสติก่อนที่จะจ่ายเงินซื้ออะไรในชีวิตเสมอ

5.ตั้งใจออม เขาเน้นว่าเราอย่ารอเก็บออมเงินที่เหลือหลังจากที่ได้ใช้จ่ายจนพอใจ แต่เราต้องกันเงินส่วนหนึ่งของรายได้มาเพื่อเก็บสะสมก่อน แล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย ข้อนี้ลึกมากนะคะ หลายคนมักจะเข้าใจผิด ใช้จ่ายแล้วเหลือจึงนำเข้าแบงก์ ที่จริงต้องกันออกมาออมก่อนจะไปทำอย่างอื่น

6. งดxxx้ยืม คนที่xxx้หนี้ยืมสินจากคนอื่น มักจะตกเป็นทาสของคนที่คุณไปxxx้ยืม ดังนั้นต้องยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พยายามมีชีวิตอยู่ตามอัตภาพเท่าที่เราหามาได้ อย่าไปสร้างหนี้สร้างสิน เพียงแค่ต้องการมีทรัพย์สินให้เหมือนกับคนอื่น พยายามดำรงชีวิตอยู่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว

7. จัดระบบบัญชี เขาใช้คำคมมาเปรียบเทียบว่า “ไม่มีประโยชน์ที่จะถือร่มกันฝน ตราบใดที่รองเท้าที่คุณสวมใส่นั้นยังมีรูอยู่ เพราะมันทำให้เปียกเหมือนกัน” นั่นคือต้องอย่าทำให้มีจุดรั่วไหลของบัญชี

8. หมั่นตรวจสอบ เขาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมาก เพราะว่าค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ จะเปรียบเสมือนรูรั่วของเรือ รูรั่วเพียงเล็กๆ แต่นานไปก็สามารถจมเรือใหญ่ทั้งลำได้ ดังนั้นอย่ามองข้ามค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายทุกชนิดเสมอ

9. จัดการความเสี่ยง ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่นักธุรกิจไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ตราบเท่าที่ยังโลดแล่นอยู่ในธุรกิจ เขากล่าวว่าเราไม่ควรจะทดสอบความลึกของแม่น้ำที่จะข้าม ด้วยขาสองข้างพร้อมๆ กัน เพราะเราอาจจมน้ำตายได้ ในการจัดการความเสี่ยงเราต้องมีแผนสำรองเสมอ ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องบริหารความเสี่ยงที่กำลังเผชิญอยู่อย่างชาญฉลาดที่สุด

10. บริหารการลงทุน อย่าเอาเงินทั้งหมดไปทุ่มลงทุนในสิ่งเดียวกัน เปรียบเหมือนอย่าวางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียวกัน เพราะถ้าตะกร้าหล่นจะทำให้ไข่แตกหมดทุกใบ ดังนั้นเราต้องกระจายความเสี่ยง เพราะธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในช่วงขาลง แต่อีกธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในขาขึ้น ทำให้ผลประโยชน์โดยรวมยังอยู่ได้

ข้อคิดเหล่านี้ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นประโยชน์มากสำหรับการดำเนินชีวิตของนักธุรกิจ นักการตลาด หรือแม้กระทั่งมนุษย์เงินเดือนทั่วไป เพราะสิ่งที่เขาพูดหลายข้อก็คล้ายกับสิ่งที่ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือครูบาอาจารย์ ของเราเคยสั่งสอนกันต่อๆ มา ดังนั้นดิฉันหวังว่ากฎทองแห่งความสำเร็จสิบข้อของวอร์เรน บัฟเฟตต์ นี้คงจะมีประโยชน์กับพวกเราทุกคนไม่มากก็น้อย ไม่ต้องเป็นมหาเศรษฐีโลกอย่างเขาหรอก แค่เพียงเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจคราวนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว


 
  ความคิดเห็นที่ : 2
Mail to หนุ่มหัวหิน
กลับขึ้นด้านบน

โดย :  หนุ่มหัวหิน
ตอบเมื่อ : 2009-08-23 11:19:41    IP : (117.47.68.232)
ปลาหมึกย่างชนิดฝอยจากจีน ซื้อ 10 แถม 1 ส่งฟรีจ้า--------------
เป็นสินค้าจากจีน รสชาดออกหวานนิด ๆ อร่อย เนื้อค่อนข้างนุ่ม
สำหรับทานเล่น ๆ หรือจะให้คุณพ่อคุณแม่นักกรึ๊บทานกับเบียร์ก็อ่อยเพลิน
เกินห้ามใจ ขนาด 45 กรัม
ราคาขายปกติถุงละ 20 บาท
พิเศษวันนี้ ซื้อ 10 ถุง แถม 1 ถุงและส่งฟรี

บรรจุในแพ๊คเกจสีสรรสวยงาม อย่างดี ขนาดของซอง 6.5 x 9.5 นิ้ว
ระบุวันที่ผลิตไว้บนซอง สินค้าจดลิขสิทธิ์ถูกต้อง
สั่ง 1 - 6 ถุง แม่ค้าขอค่าส่ง 20 บาท, 7 ถุงขึ้นไป
ส่งฟรีแต่ไม่มีแถม, 10 ถุง แถม 1 ส่งฟรี
รบกวนลูกค้าที่โอนเงินแล้วโพสแจ้งไว้ในกระทู้ด้วย
กรุณาระบุวันที่โอน ธนาคารที่โอน รหัสสาขาที่โอน ยอดโอนด้วย ขอบคุณ
เพราะแม่ค้าเช็คยอดลำบาก

ฝากบอก ท่านที่ชอบ ซื้อ ปลาหมึกจาก แม่สาย มาทาน กัน ควรอ่าน
พบหมึกเส้นปรุงรสจาก จีน-ผลิตจากเปลือก-ยางไม้

ตะลึง "หมึกเส้นปรุงรส" จากจีน
ที่แท้ผลิตจากเปลือก-ยางไม้ชนิดหนึ่ง
ก่อนนำมาปรุงรส-กลิ่น สสจ.เชียงใหม่เต้น ชี้อาจเข้า ข่ายอาหารปลอม
หลอกหลวงผู้บริโภค ด้านอย. ขู่ฟันทั้งผู้นำเข้า-พ่อ ค้า
ส่งตัวอย่างให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พิสูจน์ ก่อนสั่งระงับนำเข้าเด็ดขาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้บริเวณแนวชายแดนด้าน อ.แม่ สาย จ.เชียงราย
มีการนำสินค้าจากประเทศจีนเข้ามาจำหน่ายเป็นจำนวน มาก
มีทั้งสินค้าอุปโภค-บริโภคต่างๆ โดยเฉพาะปลาหมึกเส้น ปรุงรส
ที่กำลังได้รับความนิยมจากลูกค้าจำนวนมาก เนื่องจากมี
ราคาถูกจำหน่ายอยู่ที่ 8-13 ห่อ 100 บาท นอกจาก นี้
ยังพบว่าสินค้าชนิดดังกล่าวมีวางจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศ อีกด้วย
ทั้งที่เป็นสินค้าในข่ายอาหารปลอม เป็นอันตรายต่อร่าง กาย

ทีมข่าว "คม ชัด ลึก"
สุ่มสอบถามพ่อค้าแม่ค้าที่นำปลาหมึกเส้นปรุงรสมา จำหน่ายทราบว่า
สินค้าดังกล่าวผลิตจากเปลือกไม้-ยางไม้ชนิดหนึ่งใน ประเทศจีน
ก่อนจะนำมาปรุงรสและกลิ่นเหมือนกับปลาหมึกและนำมา จำหน่ายในราคาถูก
ขณะที่ในประเทศจีนกลับไม่มีจำหน่าย เป็นเพียงผลิตเพื่อ การส่งออก
โดยหลายฝ่ายเกรงว่าการนำสินค้าดังกล่าวมาวางจำหน่ายใน
ประเทศจะไม่ถูกต้อง
และมีการโฆษณาเกินจริง อาจเป็นอันตรายต่อผู้ บริโภค
ท.พ.ดร.สุรสิงห์ วิศรุตรัตน์ รองนายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดเชียงใหม่
กล่าวว่าสินค้าประเภทอาหารหากมีการนำเข้ามาจำหน่ายในราช
อาณาจักรจะต้องมีการขออนุญาตโดย
ถูกต้องและต้องได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา
อย.) หากไม่มีเครื่องหมายรับรองถือว่าเป็นการนำเข้าที่ ผิดกฎหมาย
อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้บริโภค ได้

สำหรับกรณีปลาหมึกเส้นปรุงรสจากประเทศจีน ท.พ.ดร.สุ รสิงห์ ชี้ว่า
มีราคาถูกมากจนเป็นที่น่าสังเกต ซึ่งทางสำนักงานสาธารณ
สุขจังหวัดเชียงใหม่ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบสินค้า
และขอความร่วมมือพ่อค้าแม่ค้างดจำหน่ายชั่วคราว

นอกจากนั้นจะมีการแจ้งเตือนไปยังประชาชนให้ระมัดระวัง
ในการเลือกซื้อสินค้า
หากไม่มีการรับรองจากอย.ประชาชนตระหนักว่าเป็นสินค้า ที่ไม่มีคุณภาพ
และอย่าเลือกซื้อสินค้าเพียงเพราะมีราคา ถูก
หากรับประทานเข้าไปอาจจะทำให้เป็นอันตรายกับผู้บริโภค ได้
และหากตรวจสอบได้ว่าเป็นสินค้าที่ผลิตจากเปลือกไม้จริง
ก็เข้าข่ายเป็นอาหารปลอม
ซึ่งถือเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคอีก ด้วย

นายชูชัย อุดมโภชน์ นายด่านศุลกากรแม่สายจังหวัด เชียงราย กล่าวว่า
ด่านศุลกากรแม่สายได้มีการนำเข้าสินค้าอุปโภค-บริโภค
จากประเทศพม่าและจีนเป็นประจำ
ขณะนี้ปลาหมึกเส้นปรุงรสจากประเทศจีนกำลังได้รับความ
นิยมจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างมาก
ซึ่งศุลกากรแม่สายทราบว่าเป็นสินค้าที่ผลิตจากเปลือก ไม้-ยางไม้
จึงแจ้งให้ทางหน่วยงาน อย.ประจำด่านด่านศุลกากรแม่สาย เข้าตรวจสอบแล้ว
การนำเข้าสินค้าต่างๆ จากประเทศเพื่อนบ้านสามารถกระทำ ได้
หากเป็นสินค้าประเภทอาหาร จะต้องขออนุญาตจากทางอย.โดย ถูกต้องเสียก่อน
แต่หากไม่มีการห้ามนำเข้า ทางศุลกากรก็ไม่มีอำนาจระงับ
การนำเข้าแต่อย่างใด
ขณะนี้พบว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังฝั่งท่าขี้ เหล็ก ประเทศพม่า
ได้ซื้อกลับมาเป็นจำนวนมาก โดยนักท่องเที่ยวหลายคน กล่าวว่า
ไม่ทราบมาก่อนว่าผลิตจากยางไม้" นายชูชัย กล่าว

ขณะที่ น.ส.มนัสนันท์ มหายศนันท์
รักษาการหัวหน้าด่านอาหารและยาแม่สายจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า
อย.ด่านแม่สายได้จัดเก็บตัวอย่างปลาหมึกปรุงรสที่มีการ
นำมาจำหน่ายในประเทศไทย
เพื่อส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบ แล้ว
โดยจะต้องนำเข้าห้องแล็บเพื่อตรวจพิสูจน์คาดว่าจะมีการ
ส่งผลการตรวจกลับมาเร็วๆนี้
สำหรับขณะนี้ปลาหมึกดังกล่าวมีหลาย ยี่ห้อ
ซึ่งบางรายมีการขออนุญาตอย่างถูก ต้อง
แต่บางรายก็เป็นการลักลอบนำเข้า ซึ่งการลักลอบนำเข้า ถือว่าผิดกฎหมาย
แต่ขณะนี้ยังไม่มีการห้ามนำเข้าเนื่องจากยังไม่มีข้อ
พิสูจน์ตามหลักวิชาการ
หากมีผลสรุปออกมาว่าเป็นสินค้าที่ผลิตจากเปลือก ไม้
แม้จะไม่เป็นอันตรายกับผู้บริโภคก็ถือว่าเข้าข่ายหลอก ลวง
น.ส.มนัสนันท์ กล่าวอีกว่า
หากยังมีการนำมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคจะถือว่ามีความผิด
ทั้งผู้นำเข้าและพ่อค้าแม่ค้าที่นำมาจำหน่ายซึ่งอัตราโทษจะรุนแรงถึงระดับ ไหน
ต้องขึ้นอยู่กับผลการตรวจพิสูจน์จากกรมวิทยาศาสตร์การ แพทย์
ซึ่งอย.จึงจะสามารถดำเนินการทางด้านกฎหมายต่อไป ได้
อย่างไรก็ตาม
จากการสอบถามแม่ค้าที่นำปลากหมึกปรุงรสที่มีปัญหาดัง
กล่าวมาจำหน่ายพบว่า
มีอยู่ 2 ยี่ห้อที่ได้รับความนิยมจากผู้ บริโภค ได้แก่ ตราม้า
และตราบ้าน
โดยทั้ง 2 ยี่ห้อจะมี 2 ขนาด คือ 22 กรัม และ 52 กรัม
จำหน่ายปลีกในราคาซองละ
10 บาท และ 15 บาทตามลำดับ โดยพ่อค้าแม่ค้าส่วน ใหญ่จะรับซื้อมาจาก
อ.แม่สาย จ.เชียงราย ก่อนจะไปจำหน่ายทั่ว ประเทศ
โดยพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่ทราบว่าผลิตจากวัตถุดิบชนิด ใด
ที่มาจากหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก"

 
  ความคิดเห็นที่ : 3
Mail to หนุ่มหัวหิน
กลับขึ้นด้านบน

โดย :  น้องป๊อป
ตอบเมื่อ : 2010-07-30 11:50:37    IP : (124.120.21.225)
ป๊อป ไหนว่าจะโอนเงินมาคืนพี่ ทำไมไม่เห็นโอนมาเลย โทรไปหาก็ไม่ยอมรับสาย บอกว่าจะโอนมาให้ก็ไม่ยอมโอนเลย โทรหากี่ครั้งก็ไม่ยอมรับสาย โปรดทราบ

 
  ความคิดเห็นที่ : 4
กลับขึ้นด้านบน

1
 
แสดงความเห็นต่อคำถามนี้
ชื่อ/Username
อีเมลล์
รูปแบบพิเศษ   ย่อหน้า ตัวหนา ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
Emotions  
แทรกภาพ  
ขนาดภาพ ห้ามเกิน 10 kb  และ ไฟล์ Flash ขนาดห้ามเกิน
แสดงความเห็น
Verification code:
   
 
ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถ
ระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและ
ศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ office@nongphlabcity.go.th เพื่อให้ผู้ควบคุม ระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป